กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
อาหาร / เห็ดหลินจือมีผลข้างเคียงไหม
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 04 มีนาคม 2019, 07:58:17 AM »
เห็ดหลินจือนั้นได้รับการกล่าวถึงว่ามันคือสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณรักษาโรค บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ แต่สำหรับบางคนอาจจะมีอาการแพ้เล็กน้อย เช่นมีอาการแพ้ ง่วงนอน คัน ฉี่บ่อย
สมุนไพรตัวนี้นั้นมันมีสรรพคุณเด่นในการบำรุงร่างกาย และช่วยบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดีแล้ว ช่วยขับสารพิษ กำจัดสารพิษในเลือด ขับโรคภัย ล้างสารพิษ รวมถึงกำจัด สิ่งแปลกปลอมที่ตกค้างออกจากร่างกาย ช่วยในเรื่อ ประจำเดือนของผู้หญิง  จึงทำให้นิยมในการที่จะนำเห็ดหลินจือไปสกัดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของ หมอเส็ง ตั้งมากมาย
ในเรื่องของการทานเห็ดหลินจือมีผลข้างเคียง อันตรายหรือไม่นี้เป็นคำถามที่หลายๆคนที่มีความสนใจในการทานนั้นตั้งคำถามออกมาถามกันมากมาย ซึ่งจากผลการทดลองและวิจัยทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์ ทั้งในและต่างประเทศที่รับประกันความปลอดภัยว่า การกินเห็ดหลินจืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน พบว่าเห็ดหลินจือไม่มีพิษ อันตรายหรือผลข้างเคียงต่อร่างกายแต่สำหรับบางคน ซึ่งเป็นส่วนน้อยอาจจะมีอาการเล็กน้อยเช่น อาการแพ้ เช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ท้องผูกหรือท้องเสีย ง่วงนอน คัน ปวดท้อง ปวดหัว ซึ่งเป็นอาการที่สารอาหารในเห็ดหลินจือทำปฏิกิริยากับสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ดังนั้นเมื่อเกิดอาการดังกล่าวมีข้อแนะนำคือ
1. หลังจากรับประทานไปแล้วมีอาการแพ้อาจจะลดปริมาณการทานลง รับรองว่าอาการที่เกิดขึ้นมาจะหายไปหรือ
2. ลองรับประทานเห็ดหลินจือสกัดร่วมกับวิตามินซีซึ่งจะทำให้อาการแพ้ลดน้อยลงได้
3. ผู้ป่วยที่ต้องการทานเห็ดหลินจือสกัดคู่กับการทานยาแผนปัจจุบันอยู่ไม่ควรหยุดยาของแพทย์ แต่ควรทานเห็ดหลินจือหลังจากทานยาแผนปัจจุบันไปแล้วประมาณ 1 ช.ม หรือควรปรึกษาหมอประจำตัวก่อนทานจะดีกว่าเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียตามมาในภายหลัง
อาการจากผลข้างเคียงของเห็ดหลินจือ เช่น
- ปวดกลาง ศรีษะ ถึงท้ายทอย มึน ความดันโลหิตต่ำ เกิดจากภาวะขาดสารอาหาร ทำให้สมองเบลอ
- มีขี้ตาออกเป็นก้อน แสดงว่ามีสภาวะตับเสื่อม ขับพิษได้ไม่ดี
- ปวดหัว มึนทั้งหัว พร้อมกับวิงเวียนศีรษะ เกิดจากความดันสูงมีไขมันในเส้นเลือดสูง
- น้ำตาไหล เจ็บไหล่ซ้ายมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย  แสดงว่าระบบหายใจไม่ค่อยดี
- น้ำมูกใสๆไหลตลอด แสดงว่าเป็นภูมิแพ้ ไซนัส เป็นต้น
2
เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ นั้นผลิตออกมาจำหน่ายกันราคาแพงมากมายนั้น เป็นธรรมดาที่เจ้าของจะต้องดูแลเป็นพิเศษอย่างแน่นอน ดังนั้นใครก็ตามที่กำลังกังวลใจว่า หากซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้มาแล้ว จะมีปัญหาหรือไม่ จะทำอย่างไรจะได้ดูแลได้นาน การดูแลอย่างดี จะทำให้อายุการใช้งานได้นานแถมยังไม่มีความเสียหายให้กับไม้ ดังนั้นลองมาดูสิว่าเราจะดูแลเนื้อไม้อย่างไรที่ไม่ยุ่งยากมันคือ วิธีง่าย ๆ วันนี้เราจะแนะนำวิธีการง่ายๆที่จะสามารถที่จะนำไปดูแลไม้ ให้ทนกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพหรือว่าการเปลี่ยนแปลงไปตามการกระทำจากปัจจัยภายนอก ทำให้เฟอร์นิเจอร์ไม้ดูเหมือนใหม่ คราวนี้ก็จะช่วยให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่ายิ่งขึ้น ลองมาดูวิธีการง่ายๆ คือ
1. กระบวนการแปรรูปไม้ เช่น การขัดสีไม้
เนื่องจากสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่ไม่มีความแน่นอน มีทั้งฝนตกและอากาศร้อน อากาศชื้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ว่า เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เรารักเกิดการหดตัว หรือเกิดการบิดจนทำให้สีลอกออกมา และทำให้เนื้อไม้เปลี่ยน ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้นวิธีการในการที่จะแก้ปัญหาเมื่อเกิดการลอกไปแล้วนั้นจึงทำการขัดสีส่วนที่ลอกออกให้ถึงเนื้อไม้ จากนั้นก็ขัดผิวโดยรอบให้เรียบ แล้วลงสีใหม่ประมาณ 2-3 ครั้ง เท่านี้ก็จะคืนความสวยให้กับเนื้อไม้ที่ลอกได้อย่างสวยงามเรียบร้อยและดูดีเช่นเดิม
2.หลีกเลี่ยงแสงแดดและความชื้น อันเป็นตัวการสำคัญในการทำลายเนื้อไม้
เนื่องจากไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้แสงแดดและความชื้นได้นั้น ขั้นตอนในการแก้ไขปัญหาสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการทาสีน้ำมันสำหรับไม้โดยเฉพาะ ปล่อยให้แห้งตามปกติแล้วจะกลับมาสีสวยงามเช่นเดิม
3.ลดความชื้นด้วยการระบายอากาศ บ้านที่ติดแอร์นั้นไม่น่าเชื่อเลยว่ามีส่วนในการที่จะสร้างความเสียหายแก่เฟอร์นิเจอร์ ได้เนื่องจาก ความอับชื้นที่แฝงตัวอยู่ภายในบริเวณบ้าน วิธีการง่ายๆในการแก้ไข คือ การเปิดหน้าต่างเพื่อใช้ในการระบายอากาศภายในบ้านด้วยการเปิดพัดลม หรือเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ให้เกิดการถ่ายเทมากที่สุด ซึ่งจะทำให้เนื้อไม้มีความคงสภาพเป็นเพียงวิธีการง่ายๆเท่านี้สามารถลดความชื้นได้
3
ธุรกิจ งาน / ประโยชน์ของเห็ดที่ดีต่อสุขภาพ
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 24 ธันวาคม 2018, 10:17:35 PM »
สำหรับในเรื่องอาหารประจำบ้านของเรานั้น สิ่งที่เรารู้จักกันดีและชอบที่จะรับประทานกัน นั้นก็คือ เห็ดประเภทต่างๆ นอกจากที่เห็ดจะมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีแล้ว ยังจัดเป็นอาหารประเภทผักที่ปราศจากไขมัน และดีต่อสุขภาพมากๆ จึงทำให้เห็ดเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมสำหรับใครหลาย ๆ คนและที่สำคัญเราก็รู้จักมักคุ้นกับเห็ดและสามารถซื้อหามารับประทานกันได้ง่าย เพราะในปัจจุบันนี้ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเพาะเห็ดไว้รับประทานเองหรือนำมาขายในราคาที่เป็นกันเอง จึงทำให้ไม่เป็นการยากเลยที่เราจะซื้อหาเห็ดมารับประทาน รวมทั้งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับการนำเห็ดมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เช่น boji tea care ช่วยให้การรับประทานเห็ดนั้นง่ายขึ้น และได้ประโยชน์ต่อสุภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจของเห็ดมีดังนี้
   1. ไม่มีไขมัน มีน้ำตาลและเกลือค่อนข้างต่ำ ดังนั้นเมื่อรับประทานเห็ดเข้าไปเราจึงไม่อ้วน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เมื่อเรารับประทานเห็ดเข้าไปนั้น เราจะมีความรู้สึกว่ารสชาติและเนื้อสัมผัสของมันมีความคล้ายกับเนื้อสัตว์ เห็ดมีกรดอะมิโนกลูตามิค ซึ่งกรดตัวนี้จะทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นประสาทการรับรสของเราให้ทำงานเร็วขึ้นนั่นเอง
   2. จะช่วยกระตุ้นวงจรการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เสริมและช่วยเพิ่มปริมาณและประสิทธิภาพของเซลล์คุ้มกันธรรมชาติ ให้ทำหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย รวมถึงพวกไวรัสและแบคทีเรียด้วย เห็ดที่มีปริมาณสารโพลีแซคคาไรด์สูง คือ เห็ดหอมหรือเห็ดชิตาเกะ เห็ดนางรม เห็ดหูช้าง และเห็ดกระดุม เป็นต้น
   3. ให้วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายทั้ง วิตามินบีรวม เกลือแร่ เช่น ซิลิเนียม และมีธาตุทองแดง เป็นต้น ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้โดยรวมจะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ รวมถึงระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาทก็ทำงานได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลน้ำในร่างกายได้อีกด้วย
   4. มีสรรพคุณทางยา เช่น ช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น สมอง หัวใจ ปอด ตับ และระบบไหลเวียนของโลหิต เนื่องจากชาวจีนจัดเห็ดเป็นยาเย็น เพราะมีสรรพคุณช่วยลดไข้ เพิ่มพลังชีวิต ดับร้อนใน แก้ช้ำใน บำรุงร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในหลอดเลือด ลดความดัน ขับปัสสาวะ ช่วยให้หายหงุดหงิด บำรุงเซลล์ประสาท และที่สำคัญ คือ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
   5. เป็นอาหารจานที่ทำได้ง่าย เพราะหาซื้อได้ง่าย รวมถึงขั้นตอนในการนำมาประกอบอาหารก็ไม่ยุ่งยาก แค่ล้างทำความสะอาดแล้วนำมาหั่นก็สามารถนำไปประกอบอาหารได้เลยทันทีนอกจากนี้เห็ดบางชนิดยังสามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่เน่าเสีย ราคาก็ไม่แพงมากหาซื้อได้ง่าย
4
ในวันว่าง ถ้าคุณอยากที่จะดูแลผิวของคุณ และคิดจะพอกหน้า พอกตัวให้สบายใจ คุณอาจจะยังลังเลว่าจะพอกหน้า หรือพอกตัวด้วยอะไรดี วันนี้เราจึงมีสารอาหารผิวดีๆ มาฝากค่ะ
ผิวของคนเรานั้นสามารถดูแลได้จากทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งสารอาหารที่จำเป็นต่อผิวจะช่วยให้ผิวสดใส เปล่งปลั่ง และสดชื่นขึ้นมาได้ สมุนไพร 10 ชนิดที่เรานำมาฝากคุณในวันนี้และเป็นตัวช่วยที่ดีในการบำรุงผิว มีดังนี้
ชะเอมเทศ นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอแล้ว ชะเอมเทศยังมีประโยชน์ในแง่ของความงามอีกด้วย เนื่องจากมันอุดมไปด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน สังกะสี ฯลฯ ดังนั้นเราจึงใช้ชะเอมเทศเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่ด่างดำจากการถูกแดดเผา และช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น
ชาเขียว ชาที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวดูแก่กว่าวัย จึงช่วยชะลอให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ลงได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดการอักเสบ ป้องกันมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย
แตงกวา มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบ ลดรอยแดง ฆ่าเชื้อ และช่วยเติมน้ำให้ผิว ที่สำคัญยังเหมาะกับผู้ที่มีผิวบอบบางอีกด้วย
ว่านหางจระเข้ เราสามารถนำมาประคบเมื่อผิวหนังไหม้ เกิดอาการแสบจากความร้อนหรือไฟได้ ในส่วนของความงามก็มีประโยชน์มากเช่นกัน เพราะช่วยทำให้คอลลาเจนสร้างตัวได้ไวขึ้น รวมไปถึงสีผิวก็สม่ำเสมอขึ้นด้วย
น้ำผึ้ง ถ้านำมาทาผิวก็ช่วยให้ผิวอ่อนนุ่มและทำให้แผลหายไว้ ไม่ว่าจะเป็นแผลธรรมดาหรือแผลที่เกิดจากการเผาไหม้
มิ้นท์ พืชตระกูลมิ้นท์อย่างสะระแหน่ มีสรรพคุณทางเย็น และมักถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผสมกับเครื่องสำอาง เพราะมันสามารถช่วยลดความมันบนใบหน้าได้
ถั่วเหลือง เป็นพืชที่มีโปรตีนสูง อุดมไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน (ให้ผลดีกับเพศหญิงมากกว่า) ซึ่งช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูมีสุขภาพดี
แปะก๊วย พืชอีกตัวที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก ๆ ช่วยชะลอความเสื่อมของวัยได้ อีกทั้งยังทำให้ความจำดี ระบบการเรียนรู้และการได้ยินก็จะเสื่อมช้ากว่าที่ควรจะเป็นด้วย
น้ำมันดอกลาเวนเดอร์ นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากไมเกรนแล้ว ยังช่วยทำให้แผลสดหายเร็วขึ้นด้วย
สาหร่ายทะเลสีแดง (พันธุ์ Haematococcus Pluvialis) เป็นสาหร่ายที่มีสารแอสตาแซนทิน (Astaxanthin) ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าเบต้าแคโรทีนและสารสกัดจากเมล็ดองุ่นซะอีก ผลจากการทานนอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายเสื่อมช้าลง แข็งแรงขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้ผิวเนียนตึงกระชับ รอยเหี่ยวย่นลดลง ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น
นอกจากการพอกผิวแล้ว ก็อย่าลืมเลือกใช้ครีมดีๆ ที่มีประสิทธิภาพในการดูแลผิวอย่างล้ำลึก เช่น joliena plus ด้วยนะคะ ผิวของคุณจะได้สวยครบสูตรกันไปเลยค่ะ
5
ธุรกิจ งาน / ปลาอะไรบ้างที่สามารถเลี้ยงในกระชังบก
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 02 ธันวาคม 2018, 08:11:17 PM »
ปลาที่เลี้ยงใน กระชังบก นั้นสามารถที่จะเลี้ยงได้มากมายหลากหลายชนิดเช่นเดียวกัน แต่ปลาที่สามารถที่จะเลี้ยงในกระชังบกได้แก่
1.ปลาดุก พันธุ์บิ๊กอุย เป็นปลาที่มีตัวค่อนข้างโตและขายได้ราคาดี  มีข้อดีคือเลี้ยงง่ายและค่อนข้างจะตายยาก ระยะเวลาในการที่จะโตนั้นสั้นคือ เพียง 3 เดือนเท่านั้น อาหารต้นทุนต่ำกว่าเพราะว่าเป๋นปลาชนิดที่กินพืชและเนื้อได้ทั้งหมด อาหารปลาดุกที่แนะนำได้แก่
- หัวอาหารปลาดุกเม็ด โดยเลือกซื้อตามอายุของปลาดุกได้เลย
- หัวไก่ โดยนำหัวไก่มาบดรวมกับเศษอาหารที่เหลือผสมให้เข้ากันแล้วจึงบดให้ละเอียด จากนั้นจึงนำมาผสมกับรำข้าว แต่อาหารชนิดนี้จะทำให้ปลาน้ำเน่าเสียง่าย
- ปลาเป็ด หาซื้อได้ตามแหล่งจำหน่ายปลาพวกสะพานปลาโดยนำเอามาบด แล้วจึงผสมรำข้าว กากมะพร้าว กากถั่วเหลือง
-  กล้วยน้ำหว้า ที่เริ่มเน่าแล้วสามารถที่จะนำมาบดผสมรำข้าวตากแห้ง เมื่อปลารับประทานแล้วจะได้เนื้อปลาที่เนื้อนุ่มหวาน
 2.ปลาหมอ (ชุมพร1) เป็นพันธุ์ที่แปลงเพศแล้วเพราะว่ามีข้อดีคือ ทนต่อสภาพแวดล้อมที่น้ำมีออกซิเจนต่ำ เนื่องจากมีอวัยวะพิเศษในการที่จะช่วยหายใจได้ เป็นปลาที่สามารถที่จะกินได้ทั้ง
ปลากิน พืช และ เนื้อ ได้ อาหารที่ใช้ในการเลี้ยงคือ หัวอาหารปลาดุกเม็ด แล้วผสมด้วยหัวไก่ ปลาเป็ด รำข้าว ข้าวต้ม เศษอาหาร ใช้ได้หมดแล้วนำมาบดรวมกัน
3.ปลาสลิด (บางบ่อ) เป็นปลาที่ราคาดีมาก เลี้ยงในกระชังบกจะได้ผลดีเป็นพิเศษ มีข้อดีคือทนต่อน้ำที่มีออกซิเจนต่ำเช่นกัน และมีมีอวัยวะช่วยหายใจพิเศษ จึงง่ายต่อการดูแล เป็นปลาที่กินพืชทำให้หาอาหารจากพืชได้ง่าย เช่น จอกแหน สาหร่าย ผักบุ้ง ผักกระเฉด และสามารถที่จะเติมปุ๋ยคอกแห้ง พวกมูลสัตว์ วัว ควาย ไก่ แบบแห้งๆ สามารถเพิ่มอาหารให้กับปลาสลิดได้
4.กบ เป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกแบบหนึ่งที่ เลี้ยงง่ายโตเร็ว ใช้น้ำน้อยกว่าปลา ขายได้ราคาดี เหมาะสำหรับคนที่บ้านอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำท่าไม่ต้องบริบูรณ์มาก โดยการเลี้ยงจะต้องแยกกบตัวใหญ่กับตัวเล็กเพราะว่าจะกินกันอาหารกบได้แก่ ไข่แดงต้ม ไข่ตุ๋น ไรแดง โดยสามารถที่จะให้อาหารรงบริเวณมุมกระชัง
6
ขนาดและน้ำหนักของกระเป๋าที่คุณสามารถนำขึ้นเครื่องบินได้
การเดินทางด้วยเครื่องบิน เป็นการเดินทางรูปแบบหนึ่งที่สะดวกสบาย รวดเร็ว และได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันนี้
บ่อยครั้งที่เราเดินทางขึ้นเครื่องบินในประเทศ หรือจะเป็นต่างประเทศ มักจะมีคำถามว่าถือกระเป๋าขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่ แล้วจะพกสัมภาระขึ้นเครื่องได้ด้วยน้ำหนักกี่กิโลกรัม และโดยส่วนมากคนไทย มักจะถือกระเป๋าขึ้นเครื่อง มาดูกันว่าแต่ละสายการบิน ให้คุณพกพากระเป๋าติดตัวไปได้ เท่าไรกันบ้าง
สายการบิน   ขนาดของกระเป๋า   น้ำหนักของสัมภาระ
แอร์เอเชีย (AirAsia)   56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม.   7 กิโลกรัม
ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (Thai AirAsia X)   56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม.   7 กิโลกรัม
นกแอร์ (Nok Air)   56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม.   7 กิโลกรัม
นกสกู๊ต (Nok Scoot)   54 ซม. x 38 ซม. x 23 ซม.   7 กิโลกรัม (+3 กิโลกรัมในกรณีที่มีโน้ตบุ๊กติดตัว)
สกู๊ต (Scoot)   54 ซม. x 38 ซม. x 23 ซม.   10 กิโลกรัม
ไทยไลอ้อนแอร์ (Thai LionAir)   30 ซม. x 40 ซม. x 20 ซม.   7 กิโลกรัม
สายการบินไทย (Thai Airways)   56 ซม. x 45 ซม. x 25 ซม.   7 กิโลกรัม
ไทยสไมล์ (Thai Smile)   36 ซม. x 56 ซม. x 23 ซม.   7 กิโลกรัม
บางกอกแอร์เวย์ (Bangkok Airways)   56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม.   5 กิโลกรัม
ไทเกอร์แอร์ (Tiger Airways)   54 ซม. x 38 ซม. x 23 ซม.   10 กิโลกรัม
เจ็ตสตาร์ (Jet Star)   ไม่มีระบุ   7 กิโลกรัม
กานต์แอร์ (Kan Air)   44 ซม. x 28 ซม. x 23 ซม.   7 กิโลกรัม
เอมิเรตส์ (Emirates)   45 ซม. x 35 ซม. x 20 ซม.   7 กิโลกรัม
เจแปน แอร์ไลน์ (Japan Airlines)   55 ซม. x 40 ซม. x 25 ซม.   10 กิโลกรัม
เอวาแอร์ (Eva Air)   56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม.   7 กิโลกรัม
กาต้าร์แอร์เวย์ (Qatar Airways)   50 ซม. x 37 ซม. x 25 ซม.   7 กิโลกรัม
มาเลเซียแอร์ไลน์ (Malaysia Airlines)   56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม.   7 กิโลกรัม
โคเรียนแอร์ (Korean Air)   55 ซม. x 40 ซม. x 20 ซม.   12 กิโลกรัม
บริติชแอร์เวย์ (British Airways)   56 ซม. x 45 ซม. x 25 ซม.   10 กิโลกรัม
แอร์ฟรานซ์ (Air France)   55 ซม. x 35 ซม. x 25 ซม.   10 กิโลกรัม
เอทิฮัด (Ethihad)   50 ซม. x 40 ซม. x 25 ซม.   7 กิโลกรัม
Vietjets   56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม.   7 กิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่อัพเดทของปีที่แล้ว ซึ่งควรมีการหาข้อมูลในสายการบินที่คุณจะเดินทางก่อนทุกครั้งด้วยนะคะ เมื่อทราบขนาดและน้ำหนักที่ถูกต้อง จะเป็น กระเป๋าเดินทางราคาถูก หรือราคาเท่าใด คุณก็สามารถพกขึ้นเครื่องได้อย่างสบายใจแน่นอน
7
ธุรกิจ งาน / เสื้อกล้ามทอม ดูแลรักษาอย่างไรให้ถูกวิธี
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 03 พฤศจิกายน 2018, 09:04:59 AM »
เสื้อกล้าม เป็นเสื้อที่เราสามารถใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย และใส่ได้ในทุกโอกาส หากเราสามารถนำมาประยุกต์กับการแต่งกายให้เหมาะสม
 เสื้อกล้ามทอม เป็นเสื้อกล้ามประเภทหนึ่งที่ผลิตมาสำหรับทอม มีลักษณะการใช้งาน และคุณสมบัติที่เหมาะกับการดำเนินชีวิตของทอมมากขึ้น โดยปกติ การผลิตเสื้อกล้ามทอมนั้นจะผลิตออกมาอย่างดี มีคุณภาพ และทนทาน แต่ผู้ใช้งานก็ควรที่จะดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ถูกวิธีด้วย จึงจะช่วยยืดอายุการใช้งานออกไปได้ โดยการดูแลรักษาเสื้อกล้ามทอมอย่างถูกวิธี สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

1. ซักเครื่อง
รูดซิปด้านข้างแล้วซักได้เลย อย่าแช่ผ้าไว้นานข้ามวันข้ามคืน หากแช่ผ้าไว้วันไหนควรซักวันนั้น จะเป็นการรักษาได้ดีในทางหนึ่ง
2. ซักมือ
ในการซักมือก็เหมือนกับการซักเครื่อง ไม่ควรแช่ผ้าทิ้งไว้นาน ที่สำคัญ คืออย่ารุนแรง อย่าขยี้ผ้าแรงๆ เพื่อเป็นการถนอมเนื้อผ้ามากกว่า
3. แยกเสื้อผ้า
ในการซักก็เหมือนกับหลักการซักทั่วไป ควรแยกจากผ้าสีอื่นๆ เพื่อป้องกันการตกสีใส่ ซึ่งส่วนใหญ่เสื้อกล้ามทอมจะสีไม่ตก แต่ที่คุณใส่อาจเป็นสีที่ถูกสีตกใส่แล้วมองเห็นได้ชัด
4. ขจัดสิ่งสกปรกบนเสื้อผ้าเฉพาะที่

ในกรณีที่เสื้อเลอะเป็นพิเศษ เราต้องเพิ่มขั้นตอนทำความสะอาด และทำอย่างถูกวิธีตามคราบสกปรกต่างๆ เพื่อการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
- รอยลิปสติก ให้ใช้วาสลีนถูตรงรอยเปื้อน หรือ นำมาแช่ไว้ในน้ำผสมเกลือทิ้งไว้ 1 คืน จะทำให้รอยลิปสติกหายไป
- คราบน้ำมันรถ น้ำมันเครื่อง ให้ใช้มะนาวถูบริเวณที่เปื้อน รอยเปื้อนจะจางลง
- คราบเลือด ให้นำไปแช่น้ำแข็งไว้ 15 นาที คราบเลือดจะแข็งตัว และหลุดออก อาจใช้ผลิตภัณฑ์สารฟอกขาวช่วยด้วยก็ได้
- คราบเครื่องดื่มจำพวกชา กาแฟ ช็อกโกแลต ให้นำไปแช่ในน้ำร้อน จนสีจางลง ซักในน้ำอุ่นกับสบู่ ถ้ายังไม่ออกอีก ให้ใช้ผลิตภัณฑ์สารฟอกขาวช่วยด้วยก็ได้เช่นกัน
ทำความสะอาดให้ถูกวิธีก็ช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้า รวมถึงเสื้อกล้ามทอมของคุณให้สวยงาม คงรูป และสะอาดอยู่ไปได้อีกนานขึ้นแล้วล่ะค่ะ
8
ธุรกิจ งาน / การดูแลหลังจากต่อผมแล้ว
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 27 ตุลาคม 2018, 08:59:09 AM »
การต่อผม คือ แฟชั่นหนึ่งที่สาวๆค่อนข้างจะนิยมเป็นอย่างมาก และเป็นทางลัดที่ช่วยให้คุณสาวๆ มีผมยาวได้อย่างรวดเร็ว แถมยังได้ความยาวที่ต้องการอีกด้วย สามารถจัดแต่งทรงผมหลายๆ ทรงตามที่ใจต้องการ การต่อผมทำให้เราไม่ต้อง รอให้ผมยาวตามธรรมชาติ คงต้องใช้เวลานานพอสมควร หลายคนผมสั้นแล้วก็อยากผมยาวเลยเพราะว่าผสมสั้นนั้นทำทรงผมได้น้อย ทำให้หลายคนไม่อยากจะรอ จึงเลือกวิธีการต่อผมเป็นทางออกนั้นเอง โดยวิธีการต่อผมในปัจจุบันนั้น สามารถทำได้หลายวิธีเลยทีเดียว เช่น

1. การต่อผมด้วยกาว ถือเป็นวิธีที่ทำมายาวนานมาก ซึ่งมีข้อดีคือ มีราคาไม่แพง และผมจะดูเนียนเป็นธรรมชาติอีกด้วย ส่วนข้อเสียคือ หากใครที่มีสภาพเส้นผมมัน จะไม่เหมาะกับการใช้วิธีต่อผมด้วยกาว ข้อควรระวังคือ  ไม่ควรสระผมบ่อยนัก เพราะจะทำให้กาวค่อยๆ เสื่อมสภาพเร็วทำให้ผมที่ต่อเอาไว้หลุด
2. การต่อผมแบบหลอด หรือแฮร์ล็อค (Hair Lock) แบบนี้คุณภาพในการที่จะต่อจะดีกว่าการต่อแบบกาว ทนทานและอยู่ได้นานมากกว่า อีกทั้งยังสามารถสระผมได้บ่อยตามต้องการ ทำไปแบ้วไม่มีปัญหาตามมา แต่ข้อเสีย คือ มีราคาแพงกว่า
3. การต่อผมแบบใช้คลิป (ไมโครริง) ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยใช้ คลิปผมปมเล็กๆ เอามาติดเชื่อมกับเส้นผมจริง ข้อดีคือ สามารถถอดเข้าหรือออกได้ตามความต้องการ แต่การต่อต้องใช้เวลานานเพราะว่าค่อนข้างยุ่งยาก และต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญมากๆ
การดูแลผมที่ต่อ ทั้งการต่อแบบคลิปและกาว ก่อนสระควรหวีก่อนทุดครั้ง เพื่อ เพื่อให้สระ น้ำและแชมพูสามารถเข้าถึงเส้นผมได้อย่างแท้จริง เวลาที่สระไม่ต้องหวีเพราะว่าทำให้ขาดได้ง่าย

วิธีการสระ ไม่ต้องก้มหัวสระผมเพราะว่าอาจจะทำให้ผมที่เราต่อมานั้นพันกัน  ตอนลงแชมพูให้ขยำให้ทั่ว แล้วนวดๆด้วยปลายเล็บ การสระผมตรงปลายผมให้ ใช้นิ้วสางๆ แล้วขยำๆการบำรุงผมที่ต่อ ต้องบำรุงจากกลางถึงปลายผม แชมพูแก้ผมร่วง และครีมนวดที่เลือกนั้นไม่ได้จำกัดแต่ว่าขอเน้นที่ว่าไม่มีความมันมาก  และต้องล้างจนกว่าแน่ใจว่าด้วย เมื่อสระผมเสร็จ การไดร์ควรเป่าให้ยกไดร์เป่าให้สูงกว่าศีรษะ อย่าเอาไดร์ไปจ่อใกล้บริเวณรอยต่อ อาจละลาย

การดูแลรักษาผมต่อนั้นก็ง่ายๆเหมือนผมปกติคือ การหมักผม อบไอน้ำหรือว่าใช้ทรีทเมนท์ หมักเอาไว้ 5-10นาที ก็ได้ไม่ต้องบำรุงที่โคนเพราะว่าไม่มีประโยชน์บำรุงตรงกลางและปลายพอ
9
เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้นั้นได้รับความนิยมมาจนยุคสมัยนี้ ด้วยความคลาสสิก และมีความสวยงามในแบบของตัวเอง ซึ่งมีวางจำหน่ายหรือมีผู้ รับผลิตโต๊ะเก้าอี้ไม้ อยู่เป็นจำนวนมาก

เมื่อเราเลือกเฟอร์นิเจอร์ไม้ หรือโต๊ะเก้าอี้ไม้มาใช้งาน ก็จะต้องดูแลรักษาอย่างถูกต้อง แม้ว่าจะเป็นไม้เหมือนกัน ก็ยังต้องดูแลให้เหมาะสมกับประเภทของไม้นั้นๆ ด้วย ซึ่งสามารถดูแลได้ดังนี้

ไม้แบบโชว์ผิว
หลังจากใช้งานเฟอร์นิเจอร์ไม้ไปได้ประมาณ 6 เดือน ผิวของไม้ที่เคยเงางามก็จะเริ่มเกิดความหมองคล้ำ หรือเก่าลง ไม่ดูปิ๊งใสเหมือนเริ่มซื้อใหม่ เราควรทำความสะอาดด้วยการปัดฝุ่นออก และพ่นด้วยน้ำยาบำรุงรักษาเนื้อไม้ ก่อนทำการขัดเบาด้วยผ้า ผิวไม้จะกลับมาดูเงางาม น้ำยาจะทำหน้าที่เป็นครีมเคลือบบางๆ มิให้น้ำหรือฝุ่นเกาะติดง่ายๆ และคราบอีกชนิดหนึ่งที่เจอบ่อยๆ คือคราบน้ำที่ซึมลงไปในพื้นไม้ เช่น การวางแก้วน้ำเย็นโดยไม่มีจานรองแก้ว หยดน้ำที่เกาะอยู่บนก้นแก้วก็มักจะซึมลงไปในเนื้อไม้ ให้ท่านใช้กระดาษทิชชูป้ายน้ำมายองเนส 2 ช้อนโต๊ะ แล้วนำมาป้ายและกดบนคราบน้ำ ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วค่อยนำกระดาษทิชชูขึ้น ถ้าพบว่ายังมีคราบเหลืออยู่ให้กดทับไว้อีกจนคราบนั้นหายไป

ไม้แล็กเกอร์
ไม่ควรนำวัสดุร้อนจัด เช่น กาน้ำร้อน บุหรี่ วางโดยตรงโดยไม่มีวัสดุรองรับ ระวังการกระแทกจากของแข็ง เพราะอาจทำให้เกิดรอยบุบ ยุบได้ การทำความสะอาดปกติด้วยแปรงปัดฝุ่น ผ้าหมาด และสามารถใช้น้ำยาขัดเงาประเภท Wax สำหรับเฟอร์นิเจอร์แล็กเกอร์เงา

ลามิเนต
ลามิเนตมีผิวชั้นหน้าประกอบด้วยแผ่นวัสดุไฟเบอร์อย่างน้อยหนึ่งชั้น ย้อมด้วยอะมีโนพลาสติก เทอร์โมเซตติง (โดยมากใช้เมลามีน) ชั้นเหล่านี้จะถูกอัดด้วยกรรมวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 แบบการผลิต ด้านบนอีกชั้นหนึ่งที่เป็นฐานรองรับ (โดยมากใช้ไม้) และผลิตภัณฑ์โดยมากจะมีชั้นด้านหลัง เพื่อรักษาสมดุลของวัสดุ ไม่ควรนำวัสดุร้อนจัด เช่น กาน้ำร้อน บุหรี่วางโดยตรงโดยไม่มีวัสดุรองรับ เฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการย้าย ไม่ควรใช้วิธีลาก และไม่ควรให้เปียกน้ำเป็นเวลานานๆ การทำความสะอาดคราบกาแฟ ให้ใช้น้ำสบู่ทำความสะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง คราบหมึกรีบทำความสะอาดทันทีด้วยน้ำยาซักผ้า คราบสารเคมีอาจเกิดคราบถาวรควรรีบทำความสะอาดทันที แล้วเช็ดด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

ดูแลโต๊ะเก้าอี้หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้อยากถูกต้อง ก็ช่วยยืดอายุการใช้งาน และช่วยทำให้โต๊ะไม้นั้นมีความสวยงามไปได้อีกนาน
10
อาหาร / อาหารกับความสวยความงาม
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 16 ตุลาคม 2018, 08:20:55 AM »
หากใครก็ตามที่กำลังที่มองหาในเรื่องของความสวยความงามแล้วละก็สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับเรื่องของความสวยความงามที่มักที่จะมาคู่กันแน่นอนนั้นก็คือ การที่คนเรามีสุขภาพดี นั้นเอง การที่จะมีสุขภาพดีวัดมาจากที่เราจะมีหน้าตาและผิวพรรณที่ผุดผ่อง สดใส สดชื่น มีรูปร่าง ที่ดูสมส่วนแข็งแรง ไม่มี ความเครียด ความสวยความงามลักษณะนี้ ผลิตภัณฑ์เสริม อาหารเสริม boom จะช่วยคุณไม่ได้ มันจะต้องอาศัยปัจจัยหลายต่อหลายอย่างจึงจะทำให้คุณได้ตามที่คาดหวังเอาไว้

ความสวยดังที่กล่าวมานั้นจะต้องมีปัจจัยหลายๆปัจจัยนั้นเข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย  ซึ่งโดยมากจะมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เหมาะสมด้วย ที่เหมาะสม ซึ่งโดยหลักๆแล้วจะมาเรื่องของ การกินอาหารดี มีประโยชน์ ตลอดจนการมีสุขภาพจิตที่ดีและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ แต่กว่าที่จะได้ตามที่บอกมามันใช้เวลานานมากไหมแน่นอนว่าใช้เวลานานมาก

ผู้คนในสมัยนี้ใจร้อนและมักที่จะรอไม่ไหวทำให้หันมาทำการ มองหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มาเป็นตัวช่วย กันมาจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจกันเลยว่าทำไหมผลิตภัณฑ์อาหารจึงขายดีมากในเมืองไทยของเราเอง โดยแต่ละผลิตภัณฑ์ก็พยายามในการที่จะขายสินค้าของตนเองด้วยการลงโฆษณาขายสินค้าของตน ตามช่องทาง ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ ช่องเคเบิ้ล faceook intagram line เป็นต้น แต่ถามว่าสุดท้ายขายได้หรือไม่แน่นอนขายได้เพราะผู้บริโภคเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านั้น จะเป็นตัวช่วยที่ดีในการช่วยดูแลผิวพรรณหรือรักษาความสวยงามให้ได้ผลไวมากยิ่งขึ้นและไม่แก้สวยงามตามที่ใช้ดาราโฆษณากัน ถามว่าเคยเจอไหมการโฆษณาประเภท

- ต่อต้านอนุมูลอิสระสารที่ทำให้ก่อเกิดสิว แก่ก่อนวัย ด้วยอาหารเสริม
- อาหารเสริมที่ช่วยฟื้นฟูผิวพรรณจากภายนอก ขาวเปล่งปลั่ง สุขภาพดีเหมือนสาวอายุ 20
- อาหารเสริมที่ได้ผลผิวขาวใสเริ่มต้นได้ภายใน 7 วัน เป็นต้น
หน้า: [1] 2 3 ... 10

SMF 2.0.4 | SMF © 2011, Simple Machines